วันอังคารที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2562

#wangxian ชั่ววูบวั่งเซี่ยน

title : { truth or dream } #wangxian
☁️ wwx w/ little lwj ☁️

_______________________________

หนาว ตอนนี้เขารู้สึกหนาวเหลือเกิน แต่ทั้งๆที่หนาวจนแทบขาดใจ เหงื่อกาฬกลับแตกซ่านท่วมร่างจนรู้สึกไม่สบายตัว ร่างกายบิดเร่าดิ้นไปมาบนเตียงใหญ่ หอบหายใจแรงจนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงไวมากกว่าปกติเป็นเท่าตัว

อาจจะเป็นเพราะการหักโหมฝึกวิชามารมากเกินพอดี จนทำให้ดวงจิตอยู่ในสภาพที่ไม่ปกติมากนัก ครั้งหนึ่งเมื่อหลับตาและเข้าสู่ห้วงนิทรา เว่ยอู๋เซี่ยนที่ ณ เวลานี้ถูกผู้คนขนานนามว่า 'ปรมาจารย์อี๋หลิง' ก็จมดิ่งลึกลงสู่ห้วงภพที่ดำมืดแทบมองไม่เห็นสิ่งใดแม้แต่มือของตนเอง ผ่านไปครู่หนึ่งแม้ปลายก้านธูปก็ยังไม่ทันไหม้ เบื้องหน้าพลันปรากฏภาพทิวทัศน์ที่คุ้นตาหากแต่ก็จำแทบไม่ได้ว่าเคยเห็นมาเมื่อใด สัญชาตญาณพาสองขาเรียวก้าวออกไปช้าๆ คิ้วสวยขมวดชัดเป็นปมเมื่อต้องการจะนึกให้ออกว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ใดกันแน่

สายลมฤดูหนาวพัดโชยมาวูบหนึ่ง แขนสองแขนจึงยกขึ้นมากอดตัวเองไว้โดยอัตโนมัติ ทางเบื้องหน้าของเว่ยอู๋เซี่ยนมืดมนไร้แสงไฟใดๆ มีเพียงแสงจันทร์และแสงดาวที่คอยนำทางเท่านั้น เขาเดินไปทางซ้ายทีขวาทีอย่างไร้จุดหมาย คิดแค่เพียงว่านี่ก็คงคล้ายๆกับความฝัน หากรออีกสักหน่อยก็คงตื่นขึ้นมาและหลุดออกจากห้วงภพที่คุ้นตาแต่ก็แปลกประหลาดแห่งนี้เสียที

เดินอย่างไม่รู้จุดหมายมาสักพัก เว่ยอู๋เซี่ยนก็พบเข้ากับภูเขาสูงตระหง่านลูกหนึ่ง บนเนื้อหินแข็งๆปรากฏข้อห้ามมากมายที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี ต่อให้จะจำสิ่งที่สลักไว้บนนั้นไม่ได้เลยก็เถอะ แต่ใครจะไปลืมว่ามีกฎบ้าบอมากมายกว่าสามพันข้ออยู่ที่นี่ได้ลงคอ เว่ยอู๋เซี่ยนแค่นหัวเราะหึ นึกขำกับความโง่ของตัวเองที่ดันนึกที่ที่ตัวเองเหยียบอยู่แห่งนี้ไม่ออกตั้งแต่แรก

อวิ๋นเซินปู้จือชู่

เมื่อพบแสงไฟดวงเล็กๆตามทางเดิน สองเท้าก็ค่อยๆก้าวเข้าสู่อีกด้านของกูซูที่เป็นที่พำนักของสกุลหลาน เขาไม่รู้ว่าปีที่ดวงจิตของเขาหลุดเข้ามาตอนนี้คือปีที่เท่าไหร่ หลานจ้านกับหลานซีเฉินอาจจะยังไม่เกิด เอ.. หรือแม้แต่หลานฉี่เหรินก็อาจจะยังไม่เกิดเลยก็ได้

ขณะที่คิดเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่นั้น หางตาก็พบเข้ากับเงาเล็กๆตรงบริเวณหน้าห้องห้องหนึ่งที่ดูใหญ่โตโอ่อ่าอยู่ไม่น้อย ร่างเล็กนั้นสวมชุดคลุมกันหนาวตัวหนาที่ทำจากฝ้ายจนเหมือนถูกคลุมไว้ด้วยผ้านวมลายเมฆขนาดพอดีตัว ยืนอยู่ตรงนั้นนิ่งๆไม่ขยับตัวแม้แต่น้อย เว่ยอู๋เซี่ยนเห็นเพียงแผ่นหลังของเด็กคนนั้น แต่ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดหรือมีตำแหน่งเป็นลูกเต้าเหล่าใครในสกุลหลาน แต่ถึงจะไม่รู้ ในใจกลับรู้สึกถึงความโดดเดี่ยวเหลือคณาจากแผ่นหลังเล็กจ้อยร่อยนั่น รู้ตัวอีกทีสองขาก็พาร่างของเขามาถึงด้านหลังของร่างเล็กนั้นเสียแล้ว

"เจ้า.. มายืนทำอะไรตรงนี้กันหรือ" เว่ยอู๋เซี่ยนส่งเสียงทัก พลันดวงตาสุกใสก็หันขวับมาทางเขาก่อนจะส่งสายตาเป็นเชิงสงสัยอย่างรุนแรงจนเห็นได้ชัด

นี่มัน.. หลานจ้าน?

หลานจ้านตัวน้อยเองหรือนี่ ตัวเล็กเพียงแค่ไม่ถึงต้นขาของเขาเท่านั้นเอง ดูท่าทางแล้วน่าจะอายุสักห้าหกขวบ แต่ท่าทางกลับดูสุขุม สงวนกิริยาท่าทางจนเกินจะเชื่อว่าเป็นเด็ก นัยน์ตาสีทองสั่นไหวเล็กน้อยเพราะไม่รู้ว่าผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าของเขาตอนนี้เป็นใครและเข้ามาได้อย่างไรกันแน่

"ท่านคือผู้ใด อวิ๋นเซินปู้จือชู่ไม่อนุญาตให้ใครเข้ามาในยามวิกาล" ขาเล็กๆถอยหลังก่อนพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ดวงตาแข็งกร้าวเหมือนตอนที่เขาหิ้วเทียนจื่อเซี่ยวสองไหเข้ามากลางดึกวันนั้นไม่มีผิด เว่ยอู๋เซี่ยนแค่นหัวเราะ

"เจ้าว่าแต่คนอื่นแอบเข้ามาในยามวิกาล กฎสกุลหลานบ้านเจ้า มิใช่ว่าคนในก็ห้ามออกมาข้างนอกในยามวิกาลด้วยหรอกหรือ"

"นั่นมัน.." ร่างเล็กหมดทางสู้ หลบสายตาเขาเป็นพัลวัน

"แบบนี้เจ้ายังมีหน้ามาว่าผู้อื่นอีก" คนตัวสูงกว่าย่อตัวลงมาให้คนตัวเล็กอยู่ในระดับสายตาพอดี "หลานเอ้อกงจื่อ แล้วเจ้ามาทำอะไรตรงนี้กลางดึกกันหรือ อากาศหนาวเช่นนี้เจ้าไม่หนาวหรืออย่างไร หากไม่สบายขึ้นมาใครจะดูแลเจ้า คนสกุลหลานน่ะยุ่งยิ่งกว่าพ่อค้าในตลาดเสียอีก"

สองมือเรียวขยับเข้าไปใกล้ก่อนจะกระชับเสื้อคลุมตัวหนาให้เด็กน้อย คนที่โดนถามเมื่อได้ยินคำที่เรียกตัวเองจากปากคนแปลกหน้าก็พลันเบิกตาโพลงจนแทบหลุดออกมาจากเบ้า

"เหตุใดท่านถึงรู้ว่าข้าเป็นใคร? ท่าน.. ท่านเป็นใคร?"

"ข้าน่ะหรือ? ข้าก็คืออี๋หลิงเหลาจู่ผู้ยิ่งใหญ่ ที่แม้แต่เจ้าพวกสุนัขเวินหมื่นตัวก็มิอาจสู้ข้าได้อย่างไรเล่า ฮ่าๆๆ" เว่ยอู๋เซี่ยนพูดกลั้วเสียงหัวเราะ แต่สิ่งที่ได้รับมากลับเป็นสายตางุนงงสงสัยของหลานจ้านตัวน้อย เขาเงียบลง มือบางยื่นไปลูบหัวเด็กน้อยตรงหน้า ก่อนจะเปล่งเสียงพูดแผ่วเบา

"เจ้า.. เรียกข้าว่าเว่ยอิงเถอะ"




ผ่านไปสักพักนับตั้งแต่ที่เจอกันเมื่อครู่ เว่ยอู๋เซี่ยนก็ทำสัญญาตกลงกับหลานจ้านว่าหากไปฟ้องคนในสกุลว่าเขาแอบเข้ามา เขาก็จะไปฟ้องกลับเหมือนกันว่าหลานจ้านออกมาวิ่งเล่นยามดึกในฤดูหนาวแบบนี้ ขัดต่อกฎของสกุลหลานข้อใดสักข้อเช่นกัน หลานจ้านตัวน้อยจึงยอมรามือ มาคิดดูอีกทีคงเพราะเป็นเด็กจึงไม่อยากโดนลงโทษเท่าใดนัก หากเป็นตอนโตคงไม่ใช่แบบนี้เด็ดขาด เว่ยอู๋เซี่ยนนึกถึงตอนหลานจ้านยอมรับโทษโดนโบยห้าสิบไม้อย่างไม่อิดออดแล้วก็อดชื่นชมขึ้นมาไม่ได้

"เมื่อครู่เจ้ายังไม่ตอบข้าเลย ว่าเหตุใดจึงแอบออกมากลางดึกเช่นนี้" ร่างบางแอบย่องเข้ามาในห้องนอนของหลานจ้านโดยที่เจ้าตัวเองก็ดูไม่ค่อยเต็มใจมากนัก

"มีเหตุผลที่ข้าต้องบอกท่านด้วยหรือ?" เสียงเล็กตอบกลับอย่างดื้อดึง

"ข้าเป็นศิษย์พี่ของเจ้า เหตุผลเท่านี้พอหรือไม่?"

"หึ.. ไร้สาระ"

คำนี้แหละหลานจ้านของแท้ เว่ยอู๋เซี่ยนนึกขำ ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ เจ้าก็เป็นเช่นนี้เสมอ

"นั่นน่ะ.. ห้องของแม่เจ้าใช่หรือไม่"

หลานจ้านเงียบไป นัยน์ตาสีทองนิ่งสนิทไม่ปรากฏภาพใดๆ มีเพียงแสงจันทร์สีนวลเปล่งแสงเข้ามาเล็กน้อยจากช่องไม้ของเรือนพำนัก ตกกระทบกับดวงตากลมโตดวงน้อยที่วาววับเคลือบด้วยน้ำสีใสอยู่บางๆ

เขาก็เงียบไปเช่นกัน มานึกๆดูดีๆแล้วช่วงห้าหกขวบนี้เหมือนจะเป็นช่วงที่หลานจ้านเสียท่านแม่ไป เด็กน้อยไม่รู้ประสาคงจะเฝ้ารออย่างมีความหวังว่าห้องที่ว่างเปล่าห้องนั้น สักวันคนที่ตัวเองเฝ้ารอคงจะกลับมามอบรอยยิ้มและอ้อมกอดอบอุ่นให้ดังวันเก่าเหมือนอย่างเคย แผ่นหลังจ้อยร่อยที่เขาเห็นในตอนแรกของห้วงฝันนั้นช่างว่างเปล่าเหลือเกิน ทั้งว่างเปล่าและเงียบเหงาจนสงสารจับใจ

เว่ยอู๋เซี่ยนยิ้มน้อยๆ แล้วส่งเสียงเรียกคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงสดใส

"นี่ หลานเอ้อกงจื่อ ให้ข้ากอดเจ้าสักทีจะได้หรือไม่"

"นะ.. นี่ท่านพูดอะไรของท่าน" หลานจ้านตัวน้อยทำท่าทีระแวง เอนหลังหนีเขาไปเล็กน้อย

"กอดทีเดียวก็ไม่ได้หรือ ข้าแค่เป็นคนรักเด็กน่ะ ไม่ทำอะไรเจ้าหรอก เอ.. หรือจะให้ข้าไปบอกคนในสกุลหลานเรื่องที่เจ้าแอบออกไปนอกที่พักยามวิกาล.."

"..."

หลานจ้านฟึดฟัดเล็กน้อย เล็กน้อยจนเว่ยอู๋เซี่ยนแทบจะมองไม่ออก เจ้าเด็กคนนี้นี่.. ความสามารถเก็บสีหน้าได้ดีนี่มีมาตั้งแต่ตัวเท่าเม็ดก๋วยจี๊นี่เลยหรืออย่างไรกัน

"มาตรงนี้" เขาตบเบาๆตรงบริเวณที่นอนของคนตัวเล็ก ที่เขาถือวิสาสะขึ้นมานอนเมื่อกี้โดยไม่ได้เอ่ยปากขออนุญาตเจ้าตัวสักคำ

"มาใกล้ๆข้าหน่อย ข้ากอดเจ้าไม่ถนัด"

"..."

หลานจ้านค่อยๆขยับตัวมาใกล้ๆเขาอย่างกระมิดกระเมี้ยน เชื่องช้าอ้อยอิ่งจนเว่ยอู๋เซี่ยนเริ่มหงุดหงิด เขาจึงยื่นสองแขนเข้าไปดึงเด็กน้อยเข้ามากอดเองซะเลย

"ฮะฮ่า! จับเจ้าได้แล้ว!" ร่างบางหัวเราะเสียงใส

"ท่าน! ปล่อยข้า!"

"ปล่อยทำไมเล่า เมื่อครู่ที่เจ้าขยับเข้ามามิใช่ว่าตกลงให้ข้ากอดแล้วหรอกหรือ?" เว่ยอู๋เซี่ยนพูดกลั้วหัวเราะก่อนจะก้มมองคนตัวเล็กในอ้อมแขน พวงแก้มใสนุ่มนิ่มปรากฏอยู่เบื้องหน้า ดวงตากลมโตส่งสายตาว่าไม่พอใจให้เขาเล็กน้อย หูเล็กๆขึ้นสีแดงเรื่อ "เช่นนี้เป็นอย่างไร ข้าแอบเข้ามาบ้านสกุลเจ้า ซ้ำยังมาทำให้เจ้าไม่สบายใจอีก คืนนี้ข้าจะร้องเพลงกล่อมเจ้านอน ดีหรือไม่?

"..."

"ดีหรือไม่ หลานเอ้อกงจื่อ?"

"อืม.."



กลางดึกคืนหนึ่งในกูซู ปรากฏภาพสองร่างนอนกอดกันหลวมๆบนที่นอน ผ้าห่มผืนใหญ่ถูกดึงขึ้นมาถึงหน้าอก อากาศที่หนาวเหน็บทำให้หลานจ้านตัวน้อยเผลอซุกตัวเข้ากับคนแปลกหน้าที่แนะนำตัวกับเขาว่าชื่อเว่ยอิงเพื่อหาความอบอุ่น ความอบอุ่นจากคนแปลกหน้าที่คุ้นเคยอย่างประหลาด จนไม่รู้สึกว่าต้องปฏิเสธหรือผลักไสไล่ส่งแต่อย่างใด

เสียงหวานค่อยๆเริ่มขับขานเสียงเพลงออกมาจากปาก พูดให้ถูกคือเว่ยอู๋เซี่ยนเปล่งเสียงร้องเพลงนี้ออกมาจากใจ เป็นทำนองเพลงที่ตัวเขาเองก็ไม่รู้แม้กระทั่งชื่อของเพลงด้วยซ้ำ แต่สมองและส่วนลึกของความคิดกลับนึกเพลงนี้ออกมาได้ก่อนเพลงอื่นใดในโลก ทำนองที่คุ้นเคยทำให้ร่างบางนึกถึงเรื่องวันวาน ทั้งสกุลเวิน ถ้ำที่มีเต่าปีศาจ เสียงกู่ฉิน มือเรียวบางของใครบางคน ถุงหอมที่มีสมุนไพร พื้นหินเฉอะแฉะ บาดแผลและกลิ่นคาวเลือด เสียงเพลงเดียวกันแต่ในเวลานั้นกลับมิใช่เขาที่เป็นคนร้อง

'เว่ยอิง เจ้าห้ามหลับนะ'

'หากไม่อยากให้ข้าหลับ เจ้าก็ร้องเพลงให้ข้าฟังสักเพลงดีหรือไม่'

ราวกับทุกสิ่งพรั่งพรูออกจากทุกส่วนของร่างกายเพียงแค่เปล่งเสียงร้องเพลงๆนี้ เว่ยอู๋เซี่ยนน้ำตาคลอ แม้แต่ตัวเองก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าเขาร้องไห้เพราะเหตุใดกันแน่ หลานจ้านในอ้อมกอดเขาตอนนี้ช่างตัวเล็กเหลือเกิน หากในวันนี้หรือในวันข้างหน้า เขาสามารถเติมเต็มส่วนที่คนๆนี้ขาดไปได้ล่ะก็ คงจะดีอยู่ไม่น้อย ทว่าวิชามารที่เขาฝึกฝนในโลกปัจจุบัน เสียงผู้คนมากมายที่กู่ร้องเรียกเขาว่าอี๋หลิงเหลาจู่ เป็นเหมือนกระบี่คมปลาบที่ฟันเส้นทางของเราให้ขาดออกจากกันแล้วโดยสิ้นเชิง ในชาตินี้คงไม่บรรจบพบกันได้อีก ต่างฝ่ายต่างต้องเดินหน้าในวิถีของตนเอง ต้องมีชีวิตรอดและดิ้นรนในทางที่ถูกโชคชะตากำหนดเอาไว้

เว่ยอู๋เซี่ยนกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้น ลูบหัวคนตัวเล็กเบาๆอย่างอ่อนโยน เสียงลมหายใจของคนในอ้อมกอดเริ่มสม่ำเสมอและมั่นคง หลานจ้านเหมือนจะหลับไปแล้ว เขาร้องเพลงต่ออีกหน่อยจึงค่อยๆเข้าสู่ห้วงนิทราเช่นกัน



แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่อง ร่างบางครางน้อยๆในลำคอ เมื่อลืมตาตื่นภาพที่เห็นในม่านสายตาก็คือเหลียนฮวาอู้ที่เขาใช้พักพิงมาตั้งแต่เล็กจนโต เว่ยอู๋เซี่ยนเผลอก้มมองในอ้อมแขน คนตัวเล็กไม่ได้อยู่ตรงนี้อีกแล้ว เขาเหม่อลอย ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ฝืนยันตัวเองลุกขึ้นมาจากที่นอนที่เพิ่งมารู้สึกเอาเมื่อครู่นี้ว่ามันกว้างจนใจหาย ความอบอุ่นที่เพิ่งได้รับเมื่อคืนเหมือนยังติดอยู่ที่หน้าอกและปลายนิ้ว

คิดซะว่าเป็นฝันดีเรื่องหนึ่งก็แล้วกัน



☁️ ☁️ ☁️ ☁️ ☁️ ☁️ ☁️


อากาศหนาวเข้ากระดูกในตอนเช้ามืดปลุกให้คุณชายรองหลานตัวน้อยตื่นก่อนเวลาที่ควรจะตื่นในทุกวัน ดวงตากลมโตสีทองค่อยๆเปิดขึ้น มือเล็กดึงผ้าห่มขึ้นมาห่อร่างกายคลายหนาว เด็กน้อยมองซ้ายทีขวาที พลันคิดขึ้นมาได้ว่าอีกคนคงจะรีบออกไปก่อนด้วยความกลัวว่าคนในสกุลหลานคนอื่นๆจะตื่นมาเจอ

ความอบอุ่นจากร่างกายที่ได้รับจากคนแปลกหน้าเมื่อคืนค่อยๆเลือนหาย หากแต่เสียงหวานที่ขับขานทำนองเพลงไร้ชื่อและความอบอุ่นในใจคล้ายว่าจะยังคงอยู่ครบถ้วน มือน้อยข้างขวากุมเข้าที่หน้าอกข้างซ้ายแผ่วเบา เสียงหัวใจดวงน้อยดังตูมตามจนน่ากลัวว่ามันจะระเบิดออกมา

"เว่ยอิง.."




_____________________

ตกลงว่าเว่ยอิงย้อนกลับไปตอนที่หลานจ้านยังเด็กจริงๆ หรือเป็นแค่ความฝัน? ให้ทุกคนคิดตอนจบในแบบของตัวเองกันได้เต็มที่เลยค่ะ เย้ แต่งไปก็เอ็นดูก้อนหลานจ้านไปด้วย ตอนแต่งทำหน้าแบบนี้ค่ะ > uwu♡ /ตอนแรกแค่มีพล็อตชั่ววูบที่ช่วยกันคิดกับเพื่อน แต่งเสร็จกะจะอ่านกันสองคนแต่เพื่อนดันบอกให้ลงค่ะ เลยลงก็ได้5555555555555555555 ขอบคุณนังเพื่อนตัวดีที่ช่วยตรวจคำและแก้ไขให้ด้วยจ้า

สกรีม คอมเม้น ติชมได้ที่นี่นะคะ♡ >> https://www.twitter.com/meionice99s

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น